You are currently viewing โคลิสติน เป็นยาปฏิชีวนะที่ร้ายแรง

โคลิสติน เป็นยาปฏิชีวนะที่ร้ายแรง

  • Post author:
  • Post category:Blog

สำหรับผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการทำฟาร์มหมู ปฏิเสธไม่ได้หรือว่าในการใส่ โคลิสติน ผสมกับอาหารหมู เป็นสิ่งที่หลายความนั้นใช้กัน หลายคนที่เป็นเจ้าของฟาร์มหมูนั้นก็คิดว่าการใช้สารตัวนี้จะทำให้หมูมีความแข็งแรงเกิดขึ้น หลายคนก็เข้าใจกันว่าสุขภาพหมูจะดีร่างกายที่แข็งแรงและไม่ค่อยเป็นโรค จริงๆแล้วการที่หมูได้รับสารตัวนี้เยอะจนเกินไปอาจเป็นผลเสียมากกว่าก็ได้ถ้าเกิดว่าคุณให้สารตัวนี้เกินขนาดปริมาณที่แพทย์กำหนดไว้ เพราะว่าสัตว์แพทย์มีการดูแลการใช้สารตัวนี้อย่างใกล้ชิดเพื่อที่จะคุมปริมาณในการใช้ของคนที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับฟาร์มหมู

โคลิสติน

จริงๆแล้วสารตัวนี้แพทย์จะใช้ต่อเมื่อมีการเกิดป่วยขึ้นภายในฟาร์ม จะต้องยอมรับเลยว่าเป็นระยะสุดท้ายของการรักษาถึงจะหยิบวิธีนี้มาใช้ เพราะว่ามันเป็นยาที่รุนแรงและโหดร้ายมากเลยทีเดียว สำหรับฟาร์มหมูที่ใช้โคลิสตินให้มากจนเกินขีดจำกัดจึงเป็นสาเหตุที่หมูในฟาร์มคุณเกิดอาการดื้อยาเกิดขึ้น จะต้องยอมรับเลยว่าเป็นความยากลำบากของสัตวแพทย์ เพราะว่าเมื่อมันถึงช่วงเวลานั้นการที่หมู่มันดื้อยาเราจะรักษาโรคอะไรไม่ได้เลยเพราะว่าหมูมีภูมิต้านทานต่อฤทธิ์ยาที่ร้ายแรงมาแล้ว

สาเหตุหลักๆที่หลายฟาร์มหมูนั้นใช้โคลิสติน 

โดยสมัยก่อนต้องเป็นที่นิยมอย่างมากเลยในอุตสาหกรรมสัตว์ต่างๆ อาทิเช่น หมู วัว ไก่ เพราะการที่ให้สารตัวนี้ไปจะทำให้สัตว์นั้นแข็งแรงขึ้นและไร้การเป็นโรค ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันเป็นยาปฏิชีวนะที่โหดร้ายมากเลยที่รุนแรงต่อกระเพาะอาหารสัตว์ถ้าเทียบกับในยาประเภทอื่นๆ แล้วส่วนมากก็นำมาผสมกับอาหารเพื่อให้มันรับประทานได้ง่ายหรืออาจจะเป็นการฉีดเข้าไปในตัวสัตว์เลยซึ่งบอกได้เลยว่ามีความร้ายแรงมาก เมื่อก่อนเกษตรกรนั้นยังไม่ค่อยมีความรู้มากมายจึงทำให้เป็นปัญหาในการใช้โคลิสตินเกินกำหนดเกินอัตรา หรือเรียกง่ายๆว่าเกินความจำเป็น เพราะว่ายาตัวนี้มันไว้สำหรับในการป้องกันไม่ให้สัตว์ป่วยและหลายคนก็เข้าใจกันให้มันทานไปแล้วเพื่อที่จะทำให้มีการป้องกันจากการเกิดโรคได้ แล้วต้องยอมรับเลยว่า คุณอาจจะพบความสูญเสียตามมาทีหลังก็ได้

ความอันตรายการใช้โคลิสติน 

สำหรับฟาร์มหมูหรือฟาร์มสัตว์ทั่วไป การที่ใช้โคลิสตินเกินไปร้านจะทำให้มีการแพร่เชื้อในความของคุณแล้วเชื่อตัวนี้เขาก็เรียกกันว่า Super Big ซึ่งความหมายมันก็คือการที่มีเชื้อไวรัสแล้วไม่ถูกทำลายและไม่สามารถที่จะใช้ยาอะไรรักษาได้เลยในภาษาบ้านๆก็เรียกกันว่าดื้อยานั่นเอง เราต้องยอมรับเลยว่ามันส่งผลในมุมกว้างด้วยที่ไปมีผลกระทบต่อระบบใดและประสาท เลยเป็นเหตุผลที่แพทย์นั้นจะต้องควบคุมการใช้ปริมาณเพราะว่าการใช้เยอะจนเกินไปนั้นถึงขั้นอันตรายได้